รับกำจัดปลวก แมลง มด ครบวงจรทุกชนิด

รับกำจัดปลวก แมลง มด ครบวงจรทุกชนิด

เมนู▾

รายละเอียด วงจรชีวิตปลวก

วงจรชีวิตปลวก

วงจรชีวิตปลวก

วงจรชีวิตของปลวก

ปลวกแม่รังหรือนางพญาราชินี และปลวกพ่อรังราชา เป็นปลวกที่มีปีก อวัยวะเพศ และตารวมที่พัฒนาเต็มที่ ในแต่ละรังจะมีนางพญาราชินีเพียงหนึ่งตัว แต่สามารถมีพ่อรังได้หลายตัว ราชินีและราชาจะอาศัยอยู่ในโพรงนางพญา (hollow royal chamber) ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนลึกที่สุดของรังเพื่อปกป้องราชินี รังของราชินีมีขนาดใหญ่และบางชนิดมีอายุหลายปี

ในช่วงฤดูฝน จะมีการผลิตปลวกวรรณะสืบพันธุ์ที่เรียกว่าแมลงเม่า ออกมานับพันตัวเพื่อบินออกจับคู่ผสมพันธุ์ เมื่อผสมพันธุ์เสร็จ แมลงเม่าจะสลัดปีกทิ้งและเดินตามกันเพื่อหาช่องว่างหรือรอยแตกในดิน จากนั้นจะวางไข่และสร้างรังใหม่ ในการวางไข่ครั้งแรก ราชินีและพ่อรังจะช่วยกันเลี้ยงดูตัวอ่อนจนเติบโตเป็นปลวกงานรุ่นแรก ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลรังต่อไป

ไข่ที่วางในครั้งแรกมีจำนวนประมาณ 100-300 ฟอง และจะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 3-7 วัน หลังจากนั้นส่วนท้องของแม่รังจะขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไข่ แม่รังที่สมบูรณ์สามารถวางไข่ได้วันละ 1,000-3,000 ฟอง

ปลวกในแอฟริกามีขนาดลำตัวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/3 มิลลิเมตร และความยาว 7-10 มิลลิเมตร สามารถวางไข่ได้ถึง 10,000 ฟองต่อวัน จึงต้องมีปลวกงานคอยดูแล ป้อนอาหาร และทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง แม่รังจะปล่อยฟีโรโมนเพื่อควบคุมการทำงานของวรรณะอื่น ๆ ภายในรังให้เกิดการแบ่งงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ปลวกพ่อรังจะมีขนาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากผสมพันธุ์กับแม่รัง และสามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้งตลอดชีวิต ซึ่งแตกต่างจากมดที่ตัวผู้จะมีอายุสั้นหลังผสมพันธุ์และผสมพันธุ์ได้เพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะตาย

วรรณะสืบพันธุ์รอง

วรรณะนี้ประกอบด้วยปลวกที่มีปีกสั้นมาก ตารวมขนาดเล็ก หรือบางครั้งอาจเป็นปลวกไม่มีปีก ลำตัวขาวซีด คล้ายปลวกงาน ทำหน้าที่ทดแทนแม่รังในการแพร่พันธุ์ โดยจะหาช่องว่างหรือรอยแตกในดินเพื่อวางไข่และสร้างรังใหม่ต่อไป

ปลวกงาน

ปลวกงานประกอบด้วยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่เป็นหมัน มักไม่มีตารวม กรามมีขนาดเล็ก ไม่มีปีก ลำตัวอ่อนนุ่มและขาวซีด คล้ายมด ปลวกงานเป็นวรรณะแรงงานหลักของรัง ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและป้อนอาหารให้กับนางราชินี ปลวกทหาร และตัวอ่อนที่เกิดใหม่ รวมถึงทำความสะอาดระหว่างปลวกงานด้วยกันเอง ตลอดจนซ่อมแซมและต่อเติมรัง รวมถึงทางเดินภายในรัง และการเพาะเลี้ยงอาหาร

1. ประโยชน์และโทษของปลวก

ประโยชน์ของปลวก

ปลวกมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศโดยทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายเศษไม้ ใบไม้ และวัสดุอินทรีย์ต่างๆ ให้กลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ซึ่งช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน นอกจากนี้ ในบางพื้นที่เช่นแอฟริกา ปลวกทหารถูกนำมาใช้ในการรักษาแผลอักเสบ ส่วนปลวกแม่รังยังถูกใช้เป็นยาบำรุงทางเพศ ดินจากจอมปลวกมีคุณสมบัติในการพอกรักษากระดูก และยังมีการใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น คางทูม และโรคอีสุกอีไสอีกด้วย

โทษของปลวก

อย่างไรก็ตาม ปลวกถือเป็นแมลงศัตรูที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยประมาณ 7 ใน 15 ของปลวกที่มนุษย์รู้จักสามารถทำลายไม้ยืนต้น ไม้ซุง และไม้แปรรูปได้ นอกจากนี้ ปลวกยังปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ประวัติเชิงวิวัฒนาการของปลวก

ปลวกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแมลงสาบและตั๊กแตนตำข้าว โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ปลวกเกิดขึ้นในมหายุคและคาดว่ามีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่มีลักษณะคล้ายแมลงสาบ เนื่องจากปลวกและแมลงสาบมีลักษณะหลายอย่างที่เหมือนกัน เช่น แมลงสาบบางชนิดกินไม้ผุเป็นอาหาร อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีทุกวัยอยู่ด้วยกัน และมีโปรโตซัวบางชนิดในทางเดินอาหารช่วยย่อยเซลลูโลสในเยื่อไม้ โปรโตซัวที่พบในแมลงสาบชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับชนิดที่พบในปลวกโบราณ

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบแบคทีเรียในทางเดินอาหารของแมลงสาบในสกุลหนึ่งที่มีประวัติพันธุกรรมใกล้เคียงกับปลวกมากกว่าแมลงสาบชนิดอื่นๆ แมลงสาบในสกุลนี้ยังมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาและพฤติกรรมเป็นแมลงสังคมเช่นเดียวกับปลวก

แมลงเม่า

แมลงเม่า

แมลงเม่าและการผสมพันธุ์

แมลงเม่า (alates) คือปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ที่โตเต็มวัย มีปีกยาวเลยลำตัวออกมา เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ซึ่งมักอยู่ในช่วงฤดูฝน ปลวกหนุ่มสาวที่มีปีกจะบินออกจากรังมารวมตัวกันเพื่อเลือกคู่ครอง เมื่อจับคู่กันได้หนึ่งต่อหนึ่ง พวกมันจะชักชวนกันไปหาทำเลที่เหมาะสม จากนั้นสลัดปีกทิ้งและผสมพันธุ์กันก่อนจะมุดลงสู่พื้นดิน

การก่อตั้งรังใหม่และบทบาทของนางพญา

หลังจากผสมพันธุ์ แมลงเม่าสองตัวจะกลายเป็นราชาและราชินีปลวก นางพญาจะเริ่มวางไข่อย่างต่อเนื่องทันที โดยมีราชาคอยผสมพันธุ์ให้เป็นระยะ ๆ นางพญาจะทำหน้าที่วางไข่สร้างประชากรปลวกตลอดชีวิต รูปร่างของนางพญาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะส่วนท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับจำนวนไข่ที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป นางพญาจะมีลักษณะคล้ายหนอนยักษ์ตัวอ้วนพองและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อีกต่อไป
นางพญาปลวกสามารถวางไข่ได้ประมาณ 14 ฟองในทุก 3 วินาที ทำให้ในเวลาไม่กี่เดือนมีลูกจำนวนมหาศาล ประชากรปลวกรุ่นใหม่เหล่านี้จะช่วยกันสร้างอาณาจักรใหม่อย่างแข็งขัน

การสร้างจอมปลวกและบทบาทของปลวกงาน

การสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยปลวกงานที่ช่วยกันกัดดินและขนดินทีละก้อน ใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด ค่อย ๆ สร้างผนังจอมปลวกให้แน่นหนาขึ้นอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยอารักขาความปลอดภัย ศัตรูสำคัญของปลวกทหารคือมดพันธุ์ต่าง ๆ ที่ชอบเข้ามารุกรานภายในจอมปลวก
เมื่อไม่มีการรบกวน ปลวกงานจะสร้างห้องต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ตำหนักของนางพญาที่แข็งแกร่งและซ่อนมิดชิดที่สุดภายในรัง จากนั้นสร้างห้องเก็บไข่เพื่อบ่มฟักตัวอ่อน ปลวกงานจะขนไข่ออกจากตำหนักของนางพญามาจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเสมอ
ปลวกงานยังขุดช่องระบายอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในจอมปลวกให้เย็นสบายตลอดเวลา และขุดอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมต่อกับภายนอกเพื่อออกหาเสบียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษไม้

บทบาทของโปรโตซัวและการเพาะเลี้ยงเชื้อรา

แม้ปลวกจะไม่สามารถย่อยไม้ได้เอง แต่โปรโตซัวที่อาศัยอยู่ในกระเพาะช่วยย่อยเซลลูโลสในเยื่อไม้ให้กลายเป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาเพาะเลี้ยงเป็นสวนเห็ดภายในจอมปลวก เพื่อลดภาระในการออกตระเวนหาอาหาร
ปลวกงานจึงเป็นวรรณะแรงงานหลักที่มีจำนวนมากที่สุดในรัง และมีหน้าที่หนักที่สุดในบรรดาปลวกทั้งสามวรรณะ นอกจากนี้ นางพญายังควบคุมการทำงานของปลวกงานผ่านฮอร์โมนสังคมเพื่อรักษาความสมดุลของอาณาจักรปลวก

วิธีการป้องกันและกำจัดปลวกอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวังและข้อปฏิบัติในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดปลวก

การป้องกันกำจัดในอาคารที่ปลูกสร้างเสร็จแล้ว

ขั้นตอนนี้มีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าการป้องกันก่อนการปลูกสร้างอาคารอย่างมาก จำเป็นต้องมีผู้ชำนาญการเฉพาะทางมาดำเนินการสำรวจการเข้าทำลายของปลวกอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากนั้นจึงวางแผนการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดในแต่ละจุดให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม การป้องกันและกำจัดปลวกในระยะหลังการปลูกสร้างนี้ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้เต็ม 100% เนื่องจากโครงสร้างอาคารโดยทั่วไปมักมีจุดที่ยากแก่การสำรวจ ซึ่งปลวกอาจหลบซ่อนอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารโดยที่ไม่สามารถตรวจพบได้ นอกจากนี้ โครงสร้างบางส่วนของอาคารอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงหรือดำเนินการกำจัดในจุดที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วน

จุดสำคัญของโครงสร้างอาคารที่ควรคำนึงถึงในการใช้สารเคมี

  1. บริเวณขอบบัวของพื้นอาคารและพื้นไม้ปาร์เก้ โดยเฉพาะตามมุมห้องต่าง ๆ พื้นใต้บันได ผนังอาคาร หลังตู้เก็บของ และห้องเก็บของที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งเป็นจุดที่ปลวกมักเข้าทำลาย
  2. บริเวณท่อระบายน้ำทิ้งและท่อสุขภัณฑ์ ซึ่งมักจะถูกก่อผนังปิดหุ้มท่อไว้ เป็นเส้นทางที่ปลวกทำทางเดินจากพื้นดินขึ้นไปตามขอบท่อ ในการใช้สารกำจัดปลวกจำเป็นต้องเจาะผนังช่องว่างดังกล่าวด้วยสว่านไฟฟ้า แล้วอัดน้ำยาเคมีเข้าไปเพื่อทำลายรังภายใน ไม่ให้ปลวกสามารถเข้าไปอาศัยหรือทำทางเดินขึ้นไปได้อีก
  3. บริเวณรอยแตกของเสาไม้ ผนัง หรือพื้นคอนกรีต จำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยาฉีดอัดน้ำยาป้องกันกำจัดปลวกเข้าไปในแต่ละจุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปลวกผ่านเข้ามาได้
  4. บริเวณช่องเพดานและฝาสองชั้น ที่มักจะบุด้วยไม้อัดหรือใช้ไม้เนื้ออ่อน ซึ่งมักถูกปลวกเข้าทำลายอยู่ภายใน หรือบางครั้งจะทำรังอาศัยอยู่ภายในช่องว่างของผนังดังกล่าว จุดเหล่านี้จำเป็นต้องใช้สว่านเจาะไม้เจาะเป็นรูทุกระยะ 1 ฟุต ตามแนวคร่าว เพื่อฉีดพ่นน้ำยาเคมีให้ทั่วถึง ในบางจุดอาจใช้ยาผงหรือฉีดพ่นได้ สำหรับการใช้สารกำจัดปลวกในโครงสร้างที่เป็นไม้นั้น หากใช้ตัวทำลายที่เป็นน้ำมัน เช่น น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันซักแห้ง แทนน้ำ จะช่วยให้การแพร่กระจายและการแทรกซึมของตัวยาเข้าไปในเนื้อไม้เป็นไปได้ดีขึ้น
  5. พื้นล่างของอาคารที่เป็นคอนกรีต จำเป็นต้องใช้สว่านไฟฟ้าเจาะคอนกรีตขนาด 3-4 หุน เจาะพื้นอาคารให้ทะลุถึงพื้นดิน โดยเฉพาะบริเวณแนวคานคอดินทั้งด้านนอก ด้านใน และรอบ ๆ เสา โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 1 เมตร และพื้นที่ภายใต้อาคารทั้งหมดในระยะทุก ๆ 1 ตารางเมตร เพื่อฉีดพ่นหรืออัดน้ำยาลงไปในดินในอัตราส่วนน้ำยาผสม 5 ลิตร ต่อทุก ๆ 1 ตารางเมตร อาจใช้อุปกรณ์เครื่องพ่นยาแรงสูงเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และการกระจายของน้ำยาอย่างสม่ำเสมอทั่วถึง หัวฉีดที่ใช้ฉีดพ่นน้ำยาควรมีรูเปิด 4 รู เพื่อให้น้ำยาไหลออกมาได้รอบทิศทาง
X